ZodaFireS !!

17 กรกฎาคม, 2008 โดย zodafires

     โซดาไฟ (Caustic soda) หรือโซเดียมไฮดรอกไซด์ (sodium hydroxide) เป็นด่างแก่ที่ละลายได้ในน้ำ ผลิตได้จากกระบวนการแยกสารทางไฟฟ้า(Electrolysis) ของน้ำเกลือ เป็นสารที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในทางอุตสาหกรรม

      โซดาไฟถูกใช้ในการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน และยังใช้ประโยชน์ได้อีกมากมาย เช่น ในการผลิตเยื่อและกระดาษ สบู่และผลิตภัณฑ์ซักฟอก เคมีภัณฑ์ การทำความสะอาด โรงกลั่นน้ำมัน การใช้งานทางอุตสาหกรรมโลหะ อุตสาหกรรมอาหาร เส้นใยเรยอน สิ่งทอ และอื่น ๆ

Nuclear Power

17 กรกฎาคม, 2008 โดย zodafires

       พลังงานนิวเคลียร์ เป็นพลังงานรูปแบบหนึ่ง ที่ได้จากปฏิกิริยานิวเคลียร์ 
          – นิวเคลียร์ เป็นคำคุณศัพท์ของคำว่า นิวเคลียส ซึ่งเป็นแก่นกลางของอะตอมธาตุ ซึ่งประกอบด้วยอนุภาคโปรตอน และนิวตรอน ซึ่งยึดกันได้ด้วยแรงของอนุภาคไพออน

      พลังงานนิวเคลียร์ หมายถึง พลังงานไม่ว่าลักษณะใดๆก็ตาม ซึ่งเกิดจากนิวเคลียสอะตอมโดย

1.พลังงานนิวเคลียร์แบบฟิซชั่น (Fission) ซึ่งเกิดจากการแตกตัวของนิวเคลียสธาตุหนัก เช่น ยูเรเนียม พลูโทเนียม เมื่อถูกชนด้วยนิวตรอนหรือโฟตอน
2.พลังงานนิวเคลียร์แบบฟิวชั่น (Fusion) เกิดจากการรวมตัวของนิวเคลียสธาตุเบา เช่น ไฮโดรเจน
3.พลังงานนิวเคลียร์ที่เกิดจากการสลายตัวของสารกัมมันตรังสี (Radioactivity) ซึ่งให้รังสีต่างๆ ออกมา เช่น อัลฟา เบตา แกมมา และนิวตรอน เป็นต้น 
4.พลังงานนิวเคลียร์ที่เกิดจากการเร่งอนุภาคที่มีประจุ (Particle Accelerator) เช่น อิเล็กตรอน โปรตอน ดิวทีรอน และอัลฟา เป็นต้น

      พลังงานนิวเคลียร์ บางครั้งใช้แทนกันกับคำว่า พลังงานปรมาณู นอกจากนี้พลังงานนิวเคลียร์ยังครอบคลุมไปถึงพลังงานรังสีเอ็กซ์ด้วย ( พ.ร.บ. พลังงานเพื่อสันติ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2508 ) พลังงานนิวเคลียร์ สามารถปลดปล่อยออกมาเป็นพลังงานหลายรูปแบบ เช่น พลังงานความร้อน รังสีแกมมา อนุภาคเบต้า อนุภาคอัลฟา อนุภาคนิวตรอน เป็นต้น

Svante Arrhenius : ผู้คิดค้นทฤษฏีกรด-เบส…

12 กรกฎาคม, 2008 โดย zodafires

      สวานเต ออกัส อาร์เรเนียส (Svante August Arrhenius -19 กุมภาพันธ์, พ.ศ. 2402 – 12 ตุลาคม, พ.ศ. 2470)  นักวิทยาศาสตร์ชาวสวีเดน เดิมเป็นนักฟิสิกส์ แต่ส่วนใหญ่ในวงการยอมรับและเรียกอาร์เรเนียสว่าเป็นนักเคมี

ผลงานเด่น †

1.ผู้ริเริ่มใช้คำว่า สภาวะเรือนกระจก และยังได้ทำนายว่า การเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลจะเพิ่มปริมาณคาร์บอนไดออกไซค์ในบรรยากาศ และนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิบรรยากาศโลก

2.ในปี ค.ศ. 1884 ได้เสนอวาทนิพนธ์ (dissertation) ต่อมหาวิทยาลัยแห่งอัปป์ซาลา (The University of Uppsala) โดยได้เสนอว่า ภายใต้อิทธิพลของกระแสไฟฟ้า โมเลกุลจะแตกตัวเป็นอะตอมหรือกลุ่มของอะตอมที่มีประจุ พวกที่มีประจุลบคือแอนไอออนจะถูกดูดไปยังขั้วไฟฟ้าบวก ขณะที่พวกที่มีประจุบวกคือ แคทไอออนก็ถูกดูดไปยังขั้วไฟฟ้าลบ และต่อมาในปี ค.ศ. 1903 อาร์เรเนียสก็ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมีจากวาทนิพนธ์เรื่องเดียวกันนี้เอง

3.ในปี ค.ศ. 1887 อาร์เรเนียสเป็นผู้ตั้งทฤษฎีโดยให้นิยามว่า ” กรด (Acid) คือ สารที่ละลายน้ำแล้วแตกตัวให้ไฮโดรเจนไอออน (H+) ” เช่น HCl, HNO3, H2SO4, CH3COOH เป็นต้น และ  ” เบส (Base) คือ สารที่ละลายน้ำแล้วแตกตัวให้ไฮดรอกไซด์ไอออน (OH-) ” เช่น NaOH, KOH เป็นต้น

4.ในปี ค.ศ. 1889 อาร์เรเนียสได้ตั้งสมการแสดงความสัมพันธ์ระหว่างค่าคงตัวของอัตราการเกิดปฏิกิริยากับ เรียกว่า แฟกเตอร์ของอาร์เรเนียส (Arrhenius’ factor หรือ frequencyfactor) เป็นค่าคงตัวที่เป็นผลจากความถี่ของการชนกันและภาวะการวางทิศในการเข้าชนกันของโมเลกุลตัวทำปฏิกิริยา ตัวทำปฏิกิริยาจะมีการใช้พลังงาน(ดูดความร้อน) เพื่อสลายพันธะโดยการเปลี่ยนพลังงานจลน์ที่เกิดจากการชนกันของโมเลกุลตัวทำปฏิกิริยา ถ้าโมเลกุลมีพลังงานจลน์มากก็จะทำให้เกิดปฏิกิริยาได้เร็วขึ้นและจากทฤษฎีจลน์เชิงโมเลกุลของแก๊สพลังงานจลน์เฉลี่ยของโมเลกุลแปรผันกับอุณหภูมิแสดงว่าอุณหภูมิจะต้องแปรผันกับอัตราการเกิดปฏิกิริยา และจากกฎอัตรา ค่าคงตัวของปฏิกิริยาสามารถบอกถึงอัตราการเกิดปฏิกิริยา..

Maria Curie : ผู้คนพบแร่เรเดียม…

12 กรกฎาคม, 2008 โดย zodafires

        มารี กูรี (Maria Skłodowska-Curie) (7 พฤศจิกายน 2410 – 4 กรกฎาคม 2477) นักเคมีผู้ค้นพบรังสีเรเดียม ที่ใช้ยับยั้งการขยายตัวของมะเร็ง ซึ่งเป็นโรคร้ายที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่มีอัตราการตายของของคนไข้เป็นอันดับหนึ่งมาทุกยุคสมัย ด้วยผลงานที่มีความสำคัญต่อมนุษยชาติเหล่านี้ ทำให้มารี กูรีได้รับรางวัลโนเบลถึง 2 ครั้งด้วยกัน

       มารี เป็นชาวโปแลนด์ บิดาเป็นครูสอนวิทยาศาสตร์ และมักพาเธอมาที่ห้องทดลองเสมอ จึงทำให้เธอสนใจวิชาด้านวิทยาศาสตร์ตั้งแต่เด็ก จนในปี พ.ศ. 2445 (ค.ศ. 1902) เธอก็สามารถสกัดแร่เรเดียมให้บริสุทธิ์ได้ เรียกว่า เรเดียมคลอไรด์ ที่สามารถแผ่รังสีได้มากกว่ายูเรเนียมถึง 2,000,000 เท่า มีคุณสมบัติคือ ให้แสงสว่าง และความร้อนได้ และเมื่อแร่นี้แผ่รังสีไปถูกวัตถุอื่น วัตถุนั้นจะเปลี่ยนสภาพเป็นธาตุกัมมันตรังสี และสามารถแผ่รังสีได้เช่นเดียวกันกับแร่เรเดียม จนทำให้เธอได้รับรางวัลโนเบล ต่อมาเธอการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับแร่เรเดียมอย่างหนัก และต่อเนื่องกว่า 4 ปี จนทำให้เธอได้รับรางวัลโนเบลอีก…

Dmitriy Mendeleyev : ผู้คิดค้นตารางธาตุคนแรกของโลก ..

12 กรกฎาคม, 2008 โดย zodafires

         ดมีตรี อีวาโนวิช เมนเดเลเยฟ ( Dmitriy Ivanovich Mendeleyev ) เกิดเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1834 – ถึงแก่กรรม วันที่ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1907 ในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

         เมนเดเลเยฟเป็นนักเคมีชาวรัสเซีย เขาได้รับการยกย่องมีฐานะบุคคลแรกที่สร้างตารางธาตุสำหรับธาตุเคมีฉบับแรกขึ้นมา แต่เมเดลีฟนั้นมีความคิดแตกต่างจากผู้เขียนตารางธาตุคนอื่นๆ นั่นคือ เขาได้ทำนายคุณสมบัติของธาตุต่าง ๆ ที่ยังไม่ได้ค้นพบด้วย และนอกจากการทุ่มเทให้กับการวางแบบแผนตารางธาตุและเคมีแล้ว เขายังให้ความสนใจปัญหาสังคมด้วย

น้ำแข็งติดไฟ..

12 กรกฎาคม, 2008 โดย zodafires

       น้ำแข็งติดไฟ หรือ น้ำแข็งมีเทน เป็นสารผสมระหว่างแก๊สธรรมชาติและน้ำ ค้นพบใน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น อินเดีย และจีน 

ทั้งนี้ น้ำแข็งติดไฟเป็นพลังงานชนิดหนึ่ง สามารถใช้ทดแทนพลังงานอื่นๆ อาทิ ปิโตรเลียม คาร์โบเนียน เป็นต้น  ซึ่งน้ำแข็งติดไฟนี้ พบอยู่มากในบริเวณใต้ทะเลและเขตน้ำค้างแข็ง เกิดจากการที่ก้อนน้ำแข็งฝอยตกอยู่ภายใต้แรงกดดันสูงของผิวโลกและอุณหภูมิที่ต่ำ ได้ตกผลึกเกาะตัวกัน เป็นเครือข่าย และมีช่องว่างให้แก๊สอื่นๆแทรกตัวอยู่ มีลักษณะเป็นก้อนผลึกสีขาว คล้ายหิมะน้ำแข็ง ก้อนสารผสมระหว่างแก็สธรรมชาติกับน้ำขนาด 1 ลูกบาศก์เมตร สามารถปล่อยพลังงานแก๊สธรรมชาติออกมา 164 ลูกบาศก์เมตร
      
        จากการสำรวจ จีนมีแหล่งน้ำแข็งติดไฟ 3 แห่งกระจายตัวอยู่ในทะเลจีนใต้ และทะเลตะวันออกของประเทศ และมีแผนดำเนินการขุดเจาะน้ำแข็งติดไฟระหว่างปี 2010-2015 และจะดำเนินการขุดเจาะเชิงพาณิชย์ในปี 2020
      
       ทั้งนี้ จีนเป็นประเทศที่ 4 ตามหลังสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และอินเดีย ที่ค้นพบขุมพลังงานน้ำแข็งติดไฟนี้….

เคมี : Chemistry ??

12 กรกฎาคม, 2008 โดย zodafires

         เคมี คือศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับสสาร ความสามารถของสสาร การแปรรูปของสสาร และการปฏิสัมพันธ์กับพลังงานและสสารด้วยกันเอง เนื่องจากความหลากหลายของสสาร ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของอะตอม นักเคมีจึงมักศึกษาโครงสร้าง คุณสมบัติ และการจัดเรียงอะตอมเพื่อรวมตัวกันเป็นโมเลกุล เช่น แก๊ส โลหะ หรือผลึกคริสตัล เคมีปัจจุบันได้ระบุว่าโครงสร้างของสสารในระดับอะตอมนั้นถือเป็นตัวกำหนดธรรมชาติของสสารทุกชนิด

         คำว่าเคมีในภาษาอังกฤษคือ chemistry ซึ่งมีที่มาจากภาษากรีก คำว่า χημεία

วิวัฒนาการของวงการเคมี !!

12 กรกฎาคม, 2008 โดย zodafires

วิวัฒนาการของวิชาเคมีแบ่งออกเป็นยุคต่างๆ ดังนี้

1.ยุคก่อนประวัติศาสตร์ – ค.ศ. 500

- ชาวอียิปต์เป็นชนชาติแรกที่รู้จักใช้วิธีการทางเคมี และคำว่า Chemeia มีปรากฏในภาษาอียิปต์
- เดโมคริตัส (นักปราชญ์ชาวกรีก) แสดงความคิดเห็นในเรื่องโครงสร้างของสารโดยคิดหาเหตุผลเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ทำการทดลองประกอบให้เห็นจริง
- อริสโตเติล รวบรวมทฤษฎีเกี่ยวกับสสาร โดยสรุปว่า สสารต่างๆ ประกอบขึ้นด้วยธาตุ 4 อย่าง คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ในสัดส่วนที่ต่างกันสำหรับสสารที่ต่างชนิดกัน

2.ยุคการเล่นแร่แปรธาตุ ค.ศ. 500 – ค.ศ. 1500

-นักเคมีสนใจในเรื่องการเล่นแร่แปรธาตุให้เป็นทองคำ แต่ไม่ค่อยพบความสำเร็จเลย ประมาณ ค.ศ. 1100
-ความรู้ทางเคมีได้แพร่เข้าสู่ยุโรป ในปลายยุคนี้นักเคมีล้มเลิกความสนใจการเล่นแร่แปรธาตุ
-เริ่มสนใจค้นคว้าหายาอายุวัฒนะที่ใช้รักษาโรค

3.ยุคการเสาะแสวงหายาอายุวัฒนะ (ค.ศ. 1500 – 1600)

-เป็นยุค Latrochemistry
-นักเคมีพยายามค้นคว้าหายาอายุวัฒนะและบรรดายารักษาโรคต่างๆ

4.ยุคปัจจุบัน (ค.ศ. 1627 – 1691)

-เริ่มต้นจาก Robert Boyle “ศึกษาเคมีเพื่อเคมี”
-Robert Boyle “ศึกษาเคมีเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของเคมีโดยเฉพาะ”และ”ใช้วิธีการทดลองประกอบการศึกษาเพื่อทดสอบความจริงและทฤษฎีต่างๆ”
-เลิกล้มทฤษฎีของอริสโตเติลที่เกี่ยวกับดิน น้ำ ลม ไฟ
-ลาวัวซิเยร์ (ค.ศ. 1743 – 1794) เป็นผู้ริเริ่มเคมียุคปัจจุบัน
-สตาฮ์ล (Stahl : ค.ศ. 1660 – 1734) ตั้งทฤษฎีฟลอจิสตัน (Phlogiston Theory)
-ลาวัวซิเยร์ ตั้งทฤษฎีแห่งการเผาไหม้ขึ้น ยังผลให้ทฤษฎีฟลอจิสตันต้องเลิกล้มไป
-John Dalton (ค.ศ. 1766 – 1844) ตั้งทฤษฎีอะตอม ซึ่งเป็นรากฐานของเคมีสมัยใหม่ แต่ทฤษฎีอะตอมก็ต้องล้มเลิกไป เนื่องจากอะตอมที่แสดงพฤติกรรมได้ทั้งอนุภาคและคลื่น

 

Periodic Table !!

23 มิถุนายน, 2008 โดย zodafires

คือ ตารางที่ใช้แสดงธาตุเคมี คิดค้นขึ้นโดยนักเคมีชาวรัสเซีย ดมีตรี เมนเดเลเยฟ ในปี พ.ศ. 2412 จากการสังเกตว่าเมื่อนำธาตุต่างๆมาเรียงตัวลำดับเลขอะตอม คุณสมบัติต่างๆของธาตุที่นำมาเรียงนั้นจะมีสักษณะคล้ายกันเป็นช่วงๆ ซึ่งในปัจจุบันตารางธาตุได้เป็นส่วนหนึ่งในการเรียนการสอนวิชาเคมีด้วย